ครูน่ารัก

Boxed(True/False)

ads

Hot

Post Top Ad

LightBlog

Post Top Ad

Your Ad Spot

07 มีนาคม 2561

ส.บ.พ.ท.แจงสารพัดผลกระทบคุณภาพ หลัง ศธ.สั่ง กศจ.ชะลอ’สอบ-ย้าย’ผอ.โรงเรียน

มีนาคม 07, 2561 0
ส.บ.พ.ท.แจงสารพัดผลกระทบคุณภาพ หลัง ศธ.สั่ง กศจ.ชะลอ’สอบ-ย้าย’ผอ.โรงเรียน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายสมวุฒิ ศรีอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 41 และนายกสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย (ส.บ.พ.ท.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการ ส.บ.พ.ท.ที่โรงเรียนราชวินิต (มัธยม) กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้สรุปปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ตามนโยบายของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พบว่ามีปัญหาเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคล และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยตรง ได้แก่ 1.โรงเรียนยังไม่มีผู้บริหารสถานศึกษา เนื่องจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) หลายแห่งไม่สามารถพิจารณา หรือออกคำสั่งย้ายตามมติที่ประชุมของ กศจ.ได้ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีหนังสือแจ้งให้ กศจ.ชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปแทนตำแหน่งว่างที่เกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2560 และตำแหน่งว่างที่เกิดจากกรณีต่างๆ ที่กำหนดให้ยื่นคำร้องขอย้ายระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2560 ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับ เนื่องจากศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำ ที่ บ.75/2560 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ให้ทุเลาการบังคับตามข้อ 10 และข้อ 11 ของหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206.4/ว 24 วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 หรือหลักเกณฑ์ ว 24 นายสมวุฒิกล่าวต่อว่า การที่สำนักงาน ก.ค.ศ.มีหนังสือสั่งให้ กศจ.ชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ทำให้ กศจ.ไม่สามารถพิจารณาดำเนินการย้ายผู้บริหารสถานศึกษากรณีปกติได้ จึงทำให้สถานศึกษาจำนวนหลายพันแห่ง ไม่มีผู้บริหารสถานศึกษา เป็นเหตุให้ไม่มีผู้นำทางการศึกษาที่จะขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลได้ อีกทั้งมีแนวโน้มว่าตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาจะว่างเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ทั้งจากการเปลี่ยนตำแหน่ง การลาออก การเสียชีวิต การถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรง และการเกษียณฯ ในปีงบ 2561 การปล่อยให้ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาว่างเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อการสอบคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่สามารถดำเนินการได้ แม้ สพฐ.จะมีหนังสือสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องแต่งตั้งผู้รักษาการตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่ว่าง ก็เป็นเพียงการเยียวยาเบื้องต้น ดังนั้น ส.บ.พ.ท.จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว โดยให้สงวนตำแหน่งว่างที่มีผู้ยื่นคำร้องขอย้ายระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2560 ไว้ก่อน เพื่อรอไว้จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับดังกล่าว ส่วนตำแหน่งว่างที่ไม่มีผู้ยื่นคำร้องขอย้ายในระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2560 หรือตำแหน่งว่างที่เกิดขึ้นหลังจากการยื่นคำร้องขอย้ายตามคำสั่งให้ทุเลาทุกกรณี ให้ ก.ค.ศ.พิจารณา แล้วมีมติให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งพร้อมหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.4/ว9 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 ตามคำแนะนำของศาลปกครองอุบลราชธานี ในระหว่างคำสั่งทุเลาบังคับใช้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อบริการสาธารณะ หรือ ก.ค.ศ.อาจพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาขึ้นใหม่โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อคุณภาพการศึกษามากกว่านี้ นายสมวุฒิกล่าวว่า นอกจากนี้ สถานศึกษาหลายแห่งยังขาดแคลนอัตรากำลังครูตามเกณฑ์ เนื่องจากบัญชีการสอบแข่งขันได้ของ กศจ.ต่างๆ ในสาขา กลุ่ม หรือทางวิชาเอกที่สถานศึกษามีความต้องการ และขาดแคลน ได้หมดบัญชีไปนานแล้ว ยังเหลือเฉพาะวิชาเอกที่สถานศึกษาไม่มีความต้องการ หรือขาดแคลน และรายชื่อในบัญชีดังกล่าวจะหมดพร้อมกันในปลายเดือนเมษายนนี้ ส.บ.พ.ท.จึงเสนอให้สอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยให้ทันเปิดภาคเรียนเหมือนทุกปีที่ผ่านมา “สถานศึกษาที่มีนักเรียนต่ำกว่า 250 คน ที่อยู่ในพื้นที่ราบ ยังมีอัตราครูต่ำกว่าเกณฑ์ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถคืนอัตราเกษียณฯให้ทันเวลาได้ เพราะไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนด ส.บ.พ.ท.จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อเสนอให้ ก.พ.ร.ทบทวนการจัดสรรคืนอัตราเกษียณฯให้กับสถานศึกษาที่ต่ำกว่า 250 คน ตามความจำเป็น และขาดแคลนจริง ที่สำคัญแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาขาดแคลนตำแหน่งศึกษานิเทศก์ เนื่องจากมีหลายเขตฯที่ศึกษานิเทศก์ถูกเกลี่ยไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และเกษียณฯ จึงมีตำแหน่งว่างจำนวนมาก แต่จากการสรรหาศึกษานิเทศก์ที่ผ่านมา 2 ครั้ง มีข้อสังเกตว่ามีผู้สนใจสมัครสอบน้อยกว่าปกติ ซึ่งบาง กศจ.มีผู้ผ่านการสอบน้อยกว่าตำแหน่งที่ประกาศ ส.บ.พ.ท.จึงขอให้ ก.ค.ศ.พิจารณาปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ และวิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ศึกษานิเทศก์มีเส้นทางความก้าวหน้าในการเปลี่ยนตำแหน่งไปยังตำแหน่งต่างๆ เช่น ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันจะมีแต่ตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศก์ตำแหน่งเดียวเท่านั้น ที่มีโอกาสได้เปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวได้” นายสมวุฒิกล่าว นายสมวุฒิกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ยังขาดแคลนรองผู้อำนวยการ สพท.และบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค (2) จำนวนมาก ส่งผลต่อการบริหารจัดการในเขตพื้นที่ฯไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสรรหาโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา และในเขตพื้นที่ฯ ส.บ.พ.ท.จึงเสนอให้ ก.ค.ศ.กระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลให้กับ สพฐ.เหมือนกับที่ส่วนราชการอื่นในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ส่วนราชการ ดังนั้น จึงควรจัดตั้ง อ.ก.ค.ศ.สพฐ.โดยเร็ว

 ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 6 มีนาคม 2561

Read More

05 มกราคม 2561

ศธ.ยกเครื่องผลิตกำลังคนใหม่

มกราคม 05, 2561 0
ยกเครื่องหลักสูตรผลิตกำลังคนใหม่ หลัง World Economic Forum ระบุไทยผลิตไม่ตรงตามความต้องการ เพิ่มหลักสูตรระบบราง โรโบติกส์ แมคคาทรอนิกส์ ที่ยังขาดแคลน โดยมอบหมออุดม ดูแล ดึงผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ ช่วยร่าง เสร็จภายใน 2 เดือน ใช้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 61 นัดหารืออีกครั้ง 5 ม.ค.นี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการหารือถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาใหม่ เนื่องจาก World Economic Forum ได้ประเมินผลจากผู้ประกอบการในประเทศไทยแล้ว พบว่า หน่วยงานการศึกษายังผลิตกำลังคนออกมาไม่ตรงกับความต้องการ ทั้งระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา ดังนั้นตนจึงมอบหมายให้ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอุดมศึกษาและอาชีวะใหม่ โดยจะเริ่มจากการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ พร้อมทั้งนำผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาช่วยการปรับปรุง เพื่อให้ได้สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงๆ เพราะการจะผลิตกำลังคนเราจะต้องนึกถึงภาพระยะไกล มองทิศทางของรูปแบบงานในอนาคต และทำหลักสูตรในตอบโจทย์ตรงนั้นให้ได้ นอกจากนี้ หลักสูตรจะต้องมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น หลักสูตรรถไฟราง หลักสูตรโรโบติกส์ หลักสูตรแมคคาทรอนิกส์ และหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ด้วย ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน รวมถึงจะต้องมีการเสนอรูปแบบแผนพัฒนาคนสูตรใหม่ เช่น อาชีวะ 4.0, อาชีวะพันธุ์ใหม่, มหาวิทยาลัยหลักสูตรใหม่ เป็นต้น เสนอให้ ครม.พิจารณา เพื่อที่จะจัดสรรงบประมาณสนับสนุน คล้ายกับโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะเริ่มในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยที่มีความพร้อมก่อน ไม่ใช่ทำพร้อมกันหมด ซึ่งตนต้องการที่จะเริ่มภายในภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2561 นี้ “การดำเนินการเรื่องเหล่านี้จะต้องมีการลงทุน เพราะการปรับเปลี่ยนจำเป็นต้องใช้เครื่องมือใหม่ อาจารย์พิเศษ หรือบางสถานศึกษาอาจจะต้องมีการเรียนจากสถานที่จริง รวมถึงอาจจะต้องมีการอบรมครูบางส่วนด้วยในลักษณะภารกิจเฉพาะ และการปฏิรูปครั้งนี้จะต้องนึกถึงผลลัพธ์เป็นหลัก ไม่ใช่ผลผลิตอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมาเราห่วงแต่ว่าจะมีเด็กเรียนจบเท่าไร แต่ไม่ได้ห่วงเรื่องคุณภาพ สำหรับการเรียนการสอนในสาขาอื่นๆ ก็ไม่ได้มีการยกเลิก เพียงแต่ต้องมีการปรับตัว เช่น การเรียนการตลาดแบบออนไลน์ เป็นต้น และเด็กจะต้องทราบว่าเรียนไปแล้วมีงานทำหรือไม่ด้วย ทั้งนี้ จะมีการหารือเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 5 มกราคมนี้” รมว.ศธ.กล่าว ด้านนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการของการปรับหลักสูตรมหาวิทยาลัยในส่วนของกลุ่มที่มีความพร้อม สามารถดำเนินการได้ทันที และสำหรับกลุ่มที่ต้องการที่จะผลิตแต่ยังไม่มีความพร้อมก็สามารถประสานร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งสามารถขอดุลพินิจจากคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นกรณีพิเศษได้ อย่างไรก็ตาม การปรับหลักสูตรจะต้องทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอาชีวศึกษาได้ด้วย ซึ่งจะต้องมาดูในส่วนของเนื้อหารายวิชาต่างๆ ที่ต้องทำให้ตรงกัน เพื่อที่จะสามารถโอนหน่วยกิตและศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้.

 ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก ไทยโพสต์ วันที่ 5 มกราคม 2561
Read More

ค่าปริญญาลดน้อย นายจ้างเน้นทักษะชำนาญ

มกราคม 05, 2561 0
หมออุดม มอบนโยบายชาวอุดมศึกษา ขอให้ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ปรับหลักสูตรการสอนตอบรับสังคมสูงวัย และมุ่งเน้นทักษะผู้เรียนให้มากขึ้น เริ่มทันที 7 มหาวิทยาลัย วันที่ 4 ม.ค.2561 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายด้านอุดมศึกษาแก่ผู้บริหาร สกอ. ว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเป็นแหล่งการเรียนรู้ ตามทิศทางอุดมศึกษาโลกยุคใหม่ สอนเด็กให้มีกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ของโลก ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เรียนรู้สื่อรูปแบบใหม่อย่างเท่าทัน พร้อมมีความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจอันแรงกล้า ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงชุมชน สังคม และโลก อนาคตมหาวิทยาลัยจะลดลง ส่วนหนึ่งจากอัตราการเกิดที่ลดลง แต่ขณะเดียวกันการเรียนในระบบออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ปัจจุบันเรามีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 157 แห่ง อนาคตหากไม่ปรับตัวก็จะต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนที่จะทยอยปิดตัวลงอย่างแน่นอน ดังนั้น นโยบายของตน มหาวิทยาลัยจะต้องปรับการเรียนการสอน ที่ต่อไปความสำคัญของปริญญาจะน้อยลง ผู้จ้างงานไม่ดูที่เกรดเฉลี่ย แต่จะดูทักษะความสามารถในด้านต่างๆ เพราะเชื่อว่าทักษะ จะทำให้คนทำงานร่วมกับคนอื่นได้ มหาวิทยาลัยจะต้องสอนคนจบออกมาแล้วมีงานทำ ไม่ใช่ตกงาน ขนาดมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ยังมีบัณฑิตตกงานถึง 16% รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้อุดมศึกษามีหน้าที่ในการสร้างศักยภาพของประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลให้งบประมาณมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี ในการพัฒนามหาวิทยาลัยและบัณฑิต ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน แต่ลงทุนไม่กี่หมื่นล้านบาท กับคนวัยทำงานกว่า 40 ล้านคน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จบปริญญาตรีเพียง 25% หากเป็นเช่นนี้เราคงสู้กับใครไม่ได้ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ดูถูกคนที่จบ ปวช.หรือ ปวส. และไม่ได้บอกว่าคนเหล่านี้ไม่สำคัญ แต่เป็นกลุ่มคนที่มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพ และเป็นเรื่องสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มอบโจทย์ให้ผมไปหาแนวทางแก้ไขใน 3 เดือน อีกกลุ่มหนึ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเตรียมพร้อมพัฒนาคือ กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในปี 2566 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากถึง 20% ของประชากรทั้งประเทศ ปี 2573 เพิ่มเป็น 25% ถือเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องเตรียมหลักสูตรเพื่อพัฒนาผู้สูงอายุให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรี ที่สำคัญผมอยากให้มหาวิทยาลัยทลายกำแพงระหว่างคณะลง จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการร่วมกัน เช่น คนที่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สามารถเรียนด้านบริหารธุรกิจควบคู่ไปด้วยได้ เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถที่รอบด้านมากขึ้น ตอบโจทย์การทำงานในอนาคต ทั้งนี้ ผมจะให้มหาวิทยาลัยเริ่มทำทันที ในปีการศึกษา 2561 จะเริ่มกับมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมก่อน ประมาณ 7 แห่ง และต่อไปหากมหาวิทยาลัยสามารถเปิดสอนในทิศทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะต้องเพิ่มขึ้น โดยตนอาจจะให้งบประมาณเป็นรายหัว เช่นเดียวกันการผลิตแพทย์ “บัณฑิตในอนาคต ต้องมีทักษะสำคัญ 2 อย่างคือ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานในอนาคต เพราะไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนหากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ความเก่งจะหายไปครึ่งหนึ่ง สุดท้ายที่จะย้ำคือหลักการมหาวิทยาลัยจะต้องมีอิสระ แต่จะต้องตอบโจทย์ประเทศ ส่งเสริมประเทศให้เกิดการแข่งขัน โดยผมจะใช้กลไกทางงบประมาณในการผลักดัน การดำเนินการต้องสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ หากใครอยากทำอย่างอื่นก็ต้องหาเงินเอง และผมกล้าทำ วันนี้เราต้องมีเป้าหมายเดียวกัน คือเป้าหมายของประเทศ รัฐบาลนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ปัจจัยอย่างเดียวคือ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นมหาวิทยาลัย 4.0 ด้วย ดังนั้น จึงต้องเกิดเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งจะมาทำหน้าที่วางแผนการผลิต และใช้กำลังคนของประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา ที่จะเกิดครั้งนี้เป็นนโยบายรัฐบาลโดยตรง นายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องวิจัยและนวัตกรรมอย่างมาก ถ้าไม่ทุ่มเทเรื่องอุดมศึกษาจะไม่สำเร็จ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ต้องเกิดก่อนการเลือกตั้ง คาดว่า พ.ร.บ.การอุดมศึกษา จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) วันที่ 9 ม.ค.2561 ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าสู่ขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช. ) ใช้เวลา 6-8 เดือน คาดว่ากระบวนการทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.61 ดังนั้น ในช่วงนี้จะต้องเร่งดำเนินการใน 5 ประเด็นเพื่อเตรียมความพร้อม คือ 1 การเตรียมโครงสร้างกำลังคน ทรัพยากรและความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อรองรับกระทรวงอุดมฯ ที่จะเป็นองค์กรระดับประเทศในการขับเคลื่อนภาคอุดมศึกษาของชาติ 2. พัฒนายุทศาสตร์และโรดแมปของการอุดมศึกษาของชาติ 20 ปี 3.วางแผนกำลังคนของประเทศ ระยะ 20 ปี 4.พัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของการอุดมศึกษาของชาติ และ 5.ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ขณะเดียวกัน สกอ.จะต้องทบทวนมาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี-โท-เอก หลักสูตรใดที่ไม่จำเป็นต้องปิด หลักสูตรที่สอนต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงกระบวนการรับทราบของ สกอ.จะต้องไปปรับให้เร็วขึ้น ให้เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับ สกอ."นพ.อุดม กล่าว ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก สยามรัฐออนไลน์ 4 มกราคม 2561
Read More

"หมอธี"ลั่นปี 61 ขุดรากถอนโคนทุจริต

มกราคม 05, 2561 1
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในปี 2561 นี้ ตนจะสะสางเรื่องทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ที่มีการบริหารจัดการกันในอดีต โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรือ "อควาเรียมสองทะเล"วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ซึ่งใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท สร้างมา 10 ปี แต่ยังไม่แล้วเสร็จ และการซื้อสัญญาณจากเครือข่ายเอกชนมาปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านช่องทาง MOENet ของ ศธ.ซึ่ง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยตนจะสะสางให้เสร็จก่อนที่จะลงจากตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ "มีบางคนสงสัยว่าเงินที่ผมยกเลิกใช้สัญญาณ MOENetจะเอาไปทำอะไร และมีคนที่เสียผลประโยชน์ปล่อยข่าวว่าผมจะเอาเงินไปทำอย่างอื่น บอกเลยว่าเงินจำนวนนี้จะลงไปที่ตัวเด็ก จะให้ ผอ.โรงเรียน ครู ที่อยู่ข้างล่าง ที่เขามีความขาดแคลน เรื่องอุปกรณ์การเรียนการสอน การเช่าซื้อ Router Wifi หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จะไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่นแน่นอน ถ้าไม่พอก็จะขอเพิ่มให้ด้วย ถ้าเป็นประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ และเรื่องนี้ผมต้องสอบสวนข้อเท็จจริงกับผู้ที่เกี่ยวข้องแน่ ๆ ว่าทำไมถึงปล่อยให้ทำกันมาถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนดูแลศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัด ศธ." นพ.ธีระเกียรติ กล่าวและว่า ทุกวันนี้ ศธ.เสียค่าอินเตอร์เน็ตถึงเดือนละ 400,000 บาท รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรือ "อควาเรียมสองทะเล" วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา นั้น พล.ท.โกศล ปทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ได้รายงานเบื้องต้นว่า น่าจะมีการทุจริตตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงก่อนที่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะเข้ามา ซึ่งตนต้องไล่ขึ้นมาว่ามีการดำเนินการในยุคไหนอย่างไรบ้าง แม้ว่าคนที่เกี่ยวข้องจะเกษียณอายุราชการไปแล้วก็ตาม กฎหมายก็ยังเปิดช่องให้ดำเนินการได้ ถ้าการสอบสวนโยงไปถึงใครคนนั้นก็ต้องโดนด้วย อย่างไรก็ตาม ปีนี้ที่จะของบฯ อีก 190 ล้านบาท ดำเนินให้แล้วเสร็จนั้น ตนขอให้หยุดไว้ก่อนจนกว่าจะเกิดความชัดเจนเพราะสร้างมากว่า 10 ปี แล้วยังไม่สำเร็จ "ปีนี้มีหลายเรื่องจะต้องขุดคุ้ยสะสางกัน ผมคงไม่ปล่อยไว้แน่ ส่วนเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิด(ซีซีทีวี)จังหวัดชายแดนใต้นั้น ได้ส่งเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี แล้วรอเซ็นคำสั่ง ส่วนจะสรุปความผิดคนที่ใช่หรือไม่ใช่นั้น มันเกินอำนาจของผม เพราะข้อมูลส่วนหนึ่งอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่อย่างน้อยผมก็ทำเต็มที่แล้วเท่าที่ทำได้ และเรื่องนี้ต้องเข้าใจผมด้วย เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง" รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ขอฝากว่าหากปีนี้มีการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะแลกที่นั่งนักเรียน ก็คอยดูถือว่าเตือนกันแล้ว ต่อไปการดำเนินการทุกอย่างต้องโปร่งใส ก่อนที่ผมจะลงจากตำแหน่ง ควรจะทำทุกอย่างให้มีความโปร่งใส ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก สยามรัฐออนไลน์ 3 มกราคม 2561
Read More

20 มิถุนายน 2553

Mesothelioma Attorneys San Diego

มิถุนายน 20, 2553 0
Mesothelioma Attorneys San Diego

What Do You Need To Know Before Finding A Mesothelioma Attorney in San Diego?



To begin, the attorney must specialize in Mesothelioma cases and that has handled a large number of similar cases. You would also want the attorney to have enough staff to handle the legal process. Thirdly, you want a lawyer that will explain to you step by step the process and exactly what is details, as far as price, time and dedication.


What Is The Full Process?

Fees

The attorney must go through and explain all fees upfront. They should explain if your case should be handled as an individual case or as part of a class action. The attorney must explain if they work on a contingency fee and how much that percentage is. They must also tell you about any other fees entailed.

Steps

Diagnosis

The doctor will ask you, where and when you were exposed to asbestoses. The answer to this question is also critical to the Mesothelioma Attorneys San Diego for investigating the claim. The doctor's diagnosis and treatment plan is also key in determining compensation sufficient to cover the cost of that treatment.

Investigation

The law firm will need to have specialized investigators research the potential sources of the asbestos exposure. The investigators will also research the exposure sites and products, the manufacturers, the distributors and sellers of the asbestoses materials and products responsible for the exposure to asbestos.

The Filing Of The Law Suit

The attorney will then be in a position to file a suit and a claim for damages against the parties responsible for the client's exposure to asbestoses.



Client's Deposition

Soon after the filing of the law suit the attorney will ask to provide testimony concerning the merits of the case including patient's medical condition and circumstances of exposure.

Trial / Settlement?

The case will either go to trial or a settlement will be agreed to.


Appeals

Should either the client or the defendant not accept the judgment they have the right to appeal. The law firm the patient chooses should include the appeals process as part of the agreement.
Read More

Post Top Ad

Your Ad Spot